แรงเทขายทองคำจากธนาคารกลางประเทศเกิดใหม่กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ในตลาด หลังสงครามอิหร่านปะทุและความผันผวนค่าเงินกระเพื่อมไปทั่วโลก จนราคาทองคำโลกที่ขึ้นแรงมาตลอดปีที่ผ่านมา ต้องปรับตัวลงกว่า 10% จากจุดสูงสุด นี่อาจเป็นสัญญาณเปลี่ยนขั้ว ‘กำลังซื้อ’ ในตลาดทองที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างยิ่ง
เกิดอะไรขึ้นและประเด็นสำคัญ
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางกลุ่มตลาดเกิดใหม่—นำโดยตุรกี รัสเซีย กานา และมีความเคลื่อนไหวจากโปแลนด์—เริ่มปรับพอร์ตอย่างเห็นได้ชัด โดยหันมา ‘เทขาย’ ทองคำสำรอง หลังจากสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี ก่อนหน้าที่ตลาดทองจะพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในต้นปี 2026 ล่าสุดทองคำอ่อนตัวเหลือราว 4,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามรายงานของ Metals Focus สะท้อนให้เห็นว่า official sector กลายเป็นฝ่ายขายสุทธิแล้วในรอบนี้
- ตุรกี ลดสต็อกทองถึง 131 ตันในเดือนมีนาคม 2026 ผ่านทั้งการขายโดยตรงและ swap เพื่อรับมือลีร่าที่อ่อนค่าหนักตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ
- รัสเซีย ลดทองสำรองเพื่อกลบช่องว่างงบประมาณ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าอื่น ๆ เช่น กานา ก็หันมาใช้ทองคำสร้างสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ
- โปแลนด์ แม้เป็นผู้ซื้อทองอันดับหนึ่งช่วงปี 2024-25 เคยพิจารณาขายบางส่วนเพื่อจัดหางบประมาณด้านกลาโหม
ภาพรวมโลกชี้ว่า เทรนด์ central bank buyer—even as a stabilizer of gold price—พลิกมาสร้างแรงขาย โดยผู้เชี่ยวชาญและนักกลยุทธ์เหล็กของตลาดทองยืนยัน การเทขายนี้มาจากทั้งภาระใช้จ่ายฉุกเฉิน (ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและกลาโหม) และแรงกดดันการปกป้องค่าเงินที่อ่อนตัวพร้อมต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นตามดอลลาร์แข็ง
ทำไมตลาดถึงแคร์
ตลาดให้ความสำคัญสุดกับ flow จาก ‘official sector’ เพราะกลุ่มธนาคารกลางเป็นฐานรองรับราคาทองตะวันตกตลอด 3-4 ปีหลังมานี้—เคยซื้อปีละมากกว่า 1,000 ตัน จนราคาทองวิ่งฝ่าดอกเบี้ยขาขึ้นและภาวะ outflow จาก ETF ทอง แต่วันนี้ ขาทุนที่เคยรับเอาไว้เริ่มโยกฝั่ง ทำให้ทั้งตลาดนักลงทุนรายย่อยและสถาบันต้องคิดใหม่ว่า ‘gold as safe haven’ ยังยืดหยุ่นเหมือนเดิมหรือไม่
- แรงเทขายจากธนาคารกลางเกิดใหม่ เพิ่มแรงลงต่อเนื่อง เมื่อทุนฝรั่งเองก็ไหลออกทองอย่างแผ่วแรง
- ราคาทองที่อ่อนตัวลง 10% ทำให้นักลงทุนต้องประเมินใหม่ระหว่าง ‘เก็บเป็นหลักประกัน’ กับ ‘ขายทำสภาพคล่อง’
- ตลาดยังขาดข้อมูลที่โปร่งใสจากธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่างจีน อินเดีย เยอรมนี ซึ่งถ้าเทขายทีหลังจะยิ่งซ้ำเติมราคา
- return บนตราสารหนี้สหรัฐสูงขึ้น เร่งทำ outflow จากทอง ชี้ว่าตลาดกำลังปรับพอร์ต asset allocation รอบใหญ่
เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน การที่ทอง—สินทรัพย์ปลอดภัยคลาสสิก—ถูกเทขายโดย official sector ในช่วงวิกฤติ สร้างแรงสั่นสะเทือนและบีบให้ตลาดต้อง ‘คิดใหม่’ ว่าจะพึ่งทองหรือเปลี่ยนกลยุทธ์จับ safe haven แบบใหม่
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย ผลกระทบจากตลาดทองและ currency EM ที่ผันผวนปะทะกับสถานการณ์ระหว่างประเทศคือประเด็นที่ต้องตีความทั้งในแง่ asset allocation และ sentiment ค่าเงินบาท/ราคาสินทรัพย์อื่น ๆ
- ราคาทองในประเทศมีโอกาส ‘เบรก’ นักเก็งกำไรระยะสั้น หากแรงขายจาก official sector ต่อเนื่อง
- เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันสองทาง—ทั้งจาก risk-off sentiment ภูมิภาคและ flow จาก fund ระดับโลก
- ทองคำไม่ใช่ ‘ศูนย์กลางปลอดภัย’ แบบทื่อ ๆ อีกต่อไป นักลงทุนไทย-กองทุนควรปรับกลยุทธ์เงินสด/หมวด dollar assets เฉียบขาดขึ้น
- ราคาพลังงาน/น้ำมันดิบที่สูงขึ้นพร้อมกัน สะท้อนภาระด้านการเงิน EM เพิ่มขึ้น—โยงกลับไปที่เศรษฐกิจไทยด้วย ทำเรื่อง import cost และ macro risk clarity สำคัญ
กองทุนที่เน้น global asset ยังต้องชั่งน้ำหนัก allocation ใหม่คราวนี้—outlook ทองคำต่อไปขึ้นอยู่กับ official flow, ดอกเบี้ยโลก, และ sentiment risk-on/off ที่สลับแรงในปี 2026 นักลงทุนไทยต้องปรับ scenario analysis เพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
- รายงานการถือครองทองคำของแต่ละธนาคารกลาง (ถือเป็น ‘insider flow report’ ที่บอกได้ว่าเทรนด์ global allocation กำลังจะเปลี่ยนทางไหน—สำคัญต่อราคาทั้งทองและ currency ไทยใน 12-48 ชม. หลังประกาศข้อมูล)
- ทิศทางดอลลาร์สหรัฐและ bond yield ภายใต้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หากดัชนีเงินดอลลาร์/อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นอีก นอกจากกดดันทองแล้วยังเป็น risk-off ต่อ EM currencies รวมบาทด้วย
- Fund flow การลงทุนในกองทองและกองทุนภูมิภาค EM—including SET เมื่อ safe haven ดั้งเดิมอย่างทองเริ่ม ‘เสียความนิยม’ ต้องดูว่านักลงทุนรายใหญ่จะโยกเงินไปที่ไหน ทิศทางจะส่งผลถึงภาคหุ้น/ตราสารหนี้ไทยโดยตรง
ตลาดกำลังสลับขั้ว new safe haven syndrome แบบที่ทองอาจไม่ใช่คำตอบเดียว นักลงทุนไทยควรรีวิวกลยุทธ์ ในจังหวะ official sector เทขายทอง รอบนี้อาจหมายถึงจุดเปลี่ยน allocation โลกที่ต้องเท่าทันและปรับพอร์ตเชิงรุก