แรงสั่นสะเทือนจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังปลุกให้ตลาดเงินและทุนทั่วโลกร้อนระอุอีกครั้ง กับดอลลาร์สหรัฐที่พุ่งทะลุกราฟ กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอันดับหนึ่งดันค่าเงินเอเชีย รวมถึงเงินบาทอ่อนหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกลายเป็นเหยื่อแรงเทขาย ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกถดถอยก่อตัวชัดเจน
เกิดอะไรขึ้นและประเด็นสำคัญ
ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นแท่นแข็งค่าสุดนับตั้งแต่กลางปี 2025 สะท้อนสถานะ ‘หลุมหลบภัย’ เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุ ราคาน้ำมันดิบเหนือ $100 ดันต้นทุนพลังงานทั่วโลก สวนทางกับการดิ่งของสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น, ทองคำ, พันธบัตร และค่าเงินเอเชีย-ยุโรปเกือบทั้งแถบอ่อนค่าแรง
- เงินบาทอ่อน ตามเอเชียและ emerging markets อื่น ๆ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ขึ้นแตะ 100.61 คือสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีก่อน และบวกถึง 2.9% เฉพาะเดือนมีนาคมนี้
- วอนเกาหลีใต้ดิ่ง 1% แตะ 1,534 วอนต่อดอลลาร์ ตัวเลขที่ไม่ได้เห็นตั้งแต่วิกฤต 1997-98 และ 2009
- เงินยูโร, ปอนด์อังกฤษ, ดอลลาร์ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อ่อนค่าแตะจุดต่ำสุดใหม่รอบหลายเดือนเช่นเดียวกัน
- เยนญี่ปุ่นร่วงแตะอ่อนสุดในรอบเกือบ 2 ปี แม้มีข่าวการแทรกแซงจากธนาคารกลางญี่ปุ่นช่วยชะลอแรงขาย
- ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yield) ปรับขึ้นสวนทางราคาบอนด์เดิม เพราะเงินไหลเข้า dollar asset อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนเทขายทองคำ-พันธบัตร และอื่น ๆ เพื่อถือเงินสด/ดอลลาร์โดยตรง
- ตลาดกลัวแรงผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบทะลุ $100 และความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ ซึ่งจะกดบอนด์, ทอง และหุ้น risk asset ทั่วโลกในภาพรวม
ทำไมตลาดถึงแคร์
กลไกตลาดรอบนี้ตีความชัดมาก: เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ไหลเข้าเงินสด (Cash) และดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะ:
- สงครามตะวันออกกลางลุกลาม นอกจากดันราคาน้ำมันและเพิ่มความเสี่ยงกว่าเดิม ยังเปิดโอกาสทำให้เกิด shock ด้านเงินเฟ้อโลกอีกระลอก ส่งสัญญาณ ‘Recession Risk’
- สถานะของสหรัฐฯ ที่เป็น energy exporter, defensive asset ทั้งน้ำมัน-ก๊าซ ขณะที่เอเชียและยุโรปส่วนใหญ่เป็น ‘net importer’ ทำให้ค่าเงินเอเชียนำโดนเทขายหนักในรอบนี้
- พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐฯ yield พุ่ง เพราะแรงซื้อในตลาดเงิน ผลก็คือ Bond อื่นทั่วโลก ภูมิภาคและ emerging ถูกเทขายมากขึ้น
- สินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอื่น (ทอง, เยน, ฟรังก์สวิส) รอบนี้กลับโดนขายพอกัน ทั้งจากแรงกดด้าน yield bond, การต้องป้องกัน exchange rate และแรงกดอื่น ๆ (กรณีฟรังก์ สวิสดึงมาแข็งเกินจน authorities ต้องเข้ามาจับตา)
- ปัจจัยข่าวใหญ่จากฝั่งสหรัฐ (รายงานจาก Wall Street Journal) ว่าทางการสหรัฐมีท่าทีคลี่คลายเล็กน้อยในการจัดการอิหร่าน ไม่ได้ช่วยหยุดแรงกดในตลาดเงินเลย
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
รอบนี้นักลงทุนไทยรับแรงกระทบครบทุกมิติ:
- ค่าเงินบาทอ่อนเร็วกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค ทำให้ต้นทุนนำเข้าโดยเฉพาะด้านพลังงาน (น้ำมัน/ก๊าซ) สูงขึ้น ทั้งดุลการค้าสะเทือนและเงินเฟ้อแทรกซึม
- ตลาดหุ้นเกิดขายต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่ม domestic, ขนส่ง, REIT, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว เสี่ยง underperform จาก flow ไหลออกและค่าเงินบาทอ่อน
- พันธบัตรไทยโดยเฉพาะกลาง-ยาว เสี่ยง yield ขึ้น เพราะ bond yield สหรัฐฯ นำกระแส กดfund flow ไหลออกต่อเนื่อง
- หุ้นพลังงานต้นน้ำ กลุ่มน้ำมันและเคมีฐานสูง กลับได้รับอานิสงส์ในรอบนี้ เป็น sector เดียวกับที่อาจ outperformed หรือป้องกัน downside ได้ระยะสั้น
- นักลงทุนรายใหญ่และสถาบันไทยควรจัดพอร์ต hedge exposure ผ่านทุนต่างประเทศ-สินทรัพย์ FX หรือกระจายในสินทรัพย์ราย sector
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
- ราคาน้ำมัน: กลุ่ม OPEC จะตอบสนองต่อราคาน้ำมันที่พุ่งหรือไม่? หากทะลุจิตวิทยา $110 สินทรัพย์เสี่ยงจะโดนซ้ำอีกครั้ง
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ท่าทีอิหร่าน-สหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลาง ถ้าสงครามยืดเยื้อ risk-off จะยิ่งเข้มข้น
- Fund Flow ต่างชาติ: เงินบาทเสี่ยงอ่อนต่อเนื่อง และดัชนีหุ้น SET จะรับแรงขายเพิ่มไหม หลังแรงขายหนักใน FX/หุ้น emerging
- Yield พันธบัตรไทย: ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยับดูแลเงินบาทหรือ yield อย่างไรโดยเฉพาะถ้าทุนไหลออกหนักต่อเนื่อง
- Europe inflation data และข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ รอบหน้า จะเป็น trigger สำคัญให้ Fed หรือ ECB ขยับมุมมอง และเปลี่ยนน้ำหนัก risk-off หรือไม่ใน 48 ชั่วโมงนี้