สงครามในตะวันออกกลางกลับมาสร้างแรงสะเทือนให้ตลาดโลกอีกระลอก ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยาน แต่ยังฉุดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นหลุมหลบภัยอันดับหนึ่ง ส่งผลให้ค่าเงินฝั่งเอเชีย รวมถึงเงินบาทร่วงทันที นักลงทุนไทยต้องรับมืออย่างไรเมื่อเงินทุนไหลเข้า USD ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และบรรยากาศเสี่ยงกลับมาหนักหน่วง
เกิดอะไรขึ้นและประเด็นสำคัญ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแรง ส่งสัญญาณชัดให้ตลาดโลกรับรู้ถึงความกังวลในสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นเหนือ $100 ต่อบาร์เรล ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือนที่ 100.61 ทะลุแนวต้านหลัก และปิดเดือนมี.ค. ด้วยการแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ ก.ค. ปีก่อน
- เอเชียทุกประเทศได้รับผลกระทบ ค่าเงินสำคัญ–วอนเกาหลีใต้–ร่วงสู่ระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงิน 2009, เยนแตะอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 ปี, ออสเตรเลียน/นิวซีแลนด์ดอลลาร์ ดิ่งสุดรอบหลายเดือน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields) ทยานขึ้น ตามแรงเก็งเงินเฟ้อรอบใหม่หลังราคาพลังงานกระโดด
- ทองคำและสินทรัพย์ Safe-haven แบบเดิมกลับไม่รับแรงซื้อมากเท่าดอลลาร์ เพราะแรงเทขาย Portfolio หาเงินสดเพิ่ม, ทองคำและบอนด์ถูก “clear position” หนักในเดือนนี้
- แม้จะมีรายงานจาก Wall Street Journal ว่าประธานาธิบดีสหรัฐ (โดนัลด์ ทรัมป์) เปิดรับข้อเสนอ “จบปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน” โดยไม่ปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ (Strait of Hormuz) แต่ตลาดเงินยังแทบไม่ตอบสนอง ดอลลาร์ยังยืนแข็งอย่างมั่นคง
Chris Turner – หัวหน้าฝ่าย Global Markets ING ฟันธงว่า ถ้าอิหร่านยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนปรนชัด ดอลลาร์จะยังไม่เสียสถานะ Safe-haven ง่าย ๆ
ทำไมตลาดถึงแคร์
ดอลลาร์คือเขื่อนป้องกันความเสี่ยงในสายตานักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก ทุกครั้งที่เกิดสงคราม-เศรษฐกิจช็อก กระแสเงินจะไหลเข้าสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินนี้รับอานิสงส์ทันที ในรอบนี้ดอลลาร์แข็งเพราะเหตุผลซ้อนกัน:
- สงครามตะวันออกกลาง ยกระดับความกลัวเศรษฐกิจถดถอยโลก (Global Recession Risk)
- สหรัฐฯ ได้เปรียบเพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่–เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ดุลการค้าสหรัฐดีขึ้น ต่างจากประเทศนำเข้าแบบไทยและเอเชีย
- US Treasury yields ขยับขึ้น นักลงทุนเทขายบอนด์เอเชีย กลับไปกอดพันธบัตรดอลลาร์
- Flow ไปดอลลาร์มากกว่าทอง-เยน-ฟรังก์ เพราะพอร์ตทั่วโลก “ต้องการสภาพคล่อง” กดดันสินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือกตกพร้อมกัน
ดัชนีดอลลาร์กับสถิติราคาน้ำมันรอบนี้ เอาชนะระดับวิกฤตปี 2009/1997 ในบางค่า ความผันผวนแรงจนสัมพันธ์ระหว่าง FX กับ หุ้นอาจเสียรูป หากสงครามยืดเยื้อ ส่วนยุโรปเองก็ผวาเงินเฟ้อรอบใหม่ เพราะต้นทุนพลังงานสูงยากควบคุม
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
ไทยโดนเต็ม ๆ สามทาง: (1) เงินบาทอ่อนเร็วมาก ต้นทุนนำเข้าทุกอย่างโดยเฉพาะน้ำมันสูงขึ้นทันที (2) หุ้นหลายกลุ่มถูก “ขายทิ้ง” โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง สายการบิน อุตสาหกรรมใช้พลังงานมาก ส่วนพลังงาน-โรงกลั่น-ปิโตรเคมีได้แรงบวก
- ผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับขึ้นตามทิศทางโลก กดดัน cost of fund ภาคธุรกิจ (debt markets อ่อนไหวที่สุด)
- Fund flow จากต่างชาติยังมีโอกาสไหลออก กดดัน SET กับตราสารหนี้ต่อเนื่อง ตราบใดที่ดอลลาร์ยัง dominate
- ราคาน้ำมันโลกสูง กดดัน CPI ไทยได้ทั้ง Supply & Demand ฝั่งผู้บริโภค spending ลดลง ค่าขนส่งสูงขึ้น
- ฝั่งเอ็กซ์พอร์ตบางกลุ่มได้ทางอ้อม หากฝั่งคู่แข่งในเอเชียมีปัญหาค่าเงิน-ค่าขนส่งมากกว่าไทย (เช่น อาหาร, ยุทธศาสตร์)
ข้อควรระวัง: สถานการณ์นี้ทำให้ position short-term เสี่ยงสูง นักลงทุนควรระมัดระวัง leverage หลีกเลี่ยง trade ฝืนกระแสโลก
โอกาส/ทางเลือก: กลุ่มพลังงาน, โรงกลั่น, ปิโตรเคมี, หุ้นส่งออกที่ต้นทุนพลังงานต่ำ อาจ outperform ช่วงตลาดผันผวนแบบ risk-off
สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
- ราคาน้ำมันโลก (Brent/WTI): หากมีข่าวเชิงบวกว่าความตึงเครียดลดลง ราคาน้ำมันจะพลิกเร็ว ซึ่งสัมพันธ์กับ “น้ำหนัก” ของดอลลาร์ทันที
- ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์: ช่วง 48 ชั่วโมงนี้ต้องดูจุดต่ำสุดใหม่/สัญญาณเงินทุนต่างชาติกลับเข้าตลาดหรือไม่
- ผลตอบแทนพันธบัตรไทย vs US: ยีลด์ขยับแรงจะกดดันทั้งตลาดตราสารหนี้ หุ้น และต้นทุนกู้ยืมของธุรกิจ
- ท่าทีการประชุมธนาคารกลางใหญ่ (Fed/ECB): หากมีท่าทีผ่อนคลายเรื่องเงินเฟ้อ-สงคราม อาจหนุนให้ fund flow กลับมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงบ้าง
- ความเคลื่อนไหวเชิงภูมิรัฐศาสตร์: ข่าวข้ามคืนจาก Middle East/Saudi-U.S.-Iran เปลี่ยน sentiment โลกได้ทันที นักลงทุนต้องติดตามพาดหัวใหญ่ตลอด
สรุป: ภาวะ fund flow risk-off รอบนี้กดดันตลาดไทยครบทั้งค่าเงิน, หุ้น, พันธบัตร นักลงทุนน้ำหนักต้องยืดหยุ่น ปรับพอร์ตให้สอดคล้อง macro volatility ช่วง 2-3 วันนี้คือ window สำคัญของกระแสโลก คลื่นสงครามจะซัดหรือซา อยู่ที่ข่าว Breaking ระดับรัฐมหาอำนาจและแรงซื้อขายน้ำมัน